บันทึกการเสวนาเรื่อง การดูนกและถ่ายภาพนกบนเส้นทางอนุรักษ์

(*) คือเครื่องหมายแทนช่วงเสียงเบาจนไม่อาจถอดเทปได้ หรือผู้ร่วมเสวนาที่ไม่อาจระบุชื่อ

นพ.รังสฤษฎ์ : วันนี้เป็นวันพิเศษ เกิดจากพวกเราทุกคนอยากมาเจอกัน คุยกัน เพราะมีคนจำนวนมากขึ้นในวงการดูนก ถ่ายภาพนก การอยู่ร่วมกันต้องมีกติกา เป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย ต้องคุยกันอย่างสร้างสรรค์ เป็นแนวทางที่ดี สิ่งที่พวกเราทุกคนอยากได้วันนี้คืออยากฟังคนที่มีความรู้ มีเรื่องราวจะเล่าให้ฟัง รายละเอียด หรือว่าหลักการจริงๆ ของการดูนก ถ่ายภาพนก มีเรื่องที่ต้องระวัง มีหลักการเอาไว้บ้างว่าผลกระทบของการถ่ายภาพ การดูนก การใช้เสียงเรียกนก มีอะไรบ้างที่เราควรต้องปฏิบัติในฐานะนักดูนกและนักถ่ายภาพนก และหลังจากที่เราฟังวิทยากรจบแล้ว จะให้พวกเรา brainstorm ใครคิดว่าเราควรจะมีกติกา ไม่ใช่กฎหมาย เป็นกติการ่วมกันว่าน่าจะปฏิบติกันอย่างไรที่จะเหมาะสม อาจจะ list กันขึ้นมาก่อน แล้ว discuss กัน ว่าสิ่งไหนเกินไป น้อยไปที่เราจะรับได้ อยากให้บรรยากาศเป็นไปในลักษณะนี้ (*) ไม่ว่าจะเกิดความเข้าใจผิดอะไรกันก็ตาม เราได้มาเห็นหน้ากัน ไม่เหมือนในอินเตอร์เน็ต ไม่มีตัวตน เราได้เห็นหน้าเห็นตา รู้จักตัวตนกันแล้วจะรู้ว่า มีแต่คนน่ารักทั้งนั้นเลย ไม่อยากให้เรากล่าวถึงบุคคลที่สามที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ อยากให้เราคุยกันแบบให้นกเป็นศูนย์กลาง วันนี้เราออกไป เราจะได้มีกฎกติการ่วมกันเรื่องการดูนกและถ่ายภาพนก

ขอแนะนำวิทยากร ทางซ้ายมือสุดก่อน คงไม่มีใครไม่รู้จัก คุณฟิลลิป ดี ราวน์ (ปรบมือ) นักปักษีวิทยา นักวิทยาศาสตร์ มีความสำคัญมาก นำความก้าวหน้าเรื่องของปักษีวิทยาในประเทศไทย วันนี้คุณฟิลจะเล่าให้พวกเราฟังในแง่วิชาการ ว่าการดูนกจะรบกวนนกให้น้อยที่สุดทำอย่างไร

อีกท่านหนึ่ง เป็นนักถ่ายภาพนกด้วย และเป็นผู้ดูแลสถานที่ที่พวกเราเข้าไปถ่ายรูปนก ท่านรองอธิบดี กรมอุทยานฯ ดร.ชวาล ทัฬหิกรณ์ (ปรบมือ)

ทางขวามือผม คุณวิชา หรือที่พวกเรารู้จักกันดีในอินเตอร์เน็ต คุณภูไท ไพรวัลย์ จะมาคุยให้เราฟังในมุมมองของนักถ่ายภาพนกและนักดูนก ยินดีต้อนรับครับ (ปรบมือ)

ทางขวาสุดคือคุณธิติ ตันอารีย์ จากกลุ่ม SAVEBIRD (ปรบมือ) คุณธิติใช้นามปากกาว่า ชมส. เป็นคนที่ริเริ่มที่จะให้มีวันนี้เกิดขึ้น ให้เรามีขบวนการที่จะกลับมาสำรวจตัวเอง เราดีใจที่มีนักดูนกมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นปรากฎการณ์ที่เมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่เจอแน่ๆ คงไม่ต้องนั่งคุยกันเพราะปัญหาคงไม่เกิด แต่กิจกรรมการดูนก popular รวดเร็วเหลือเกิน ก็เป็นไปตามกระบวนการ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับต่างประเทศมาแล้ว สมัยก่อนไม่มีคนดูนกเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา พอคนดูนกเยอะขึ้นๆ ก็เกิดวันนี้เหมือนเรา มาคุยกันเพื่อวางกติกากัน คุณธิติจึงพยายามผลักดันจัดให้เราได้มาคุยกันวันนี้

เพื่อไม่ให้เสียเวลา ขอเชิญคุณฟิลลิป ราวน์ ช่วยเล่าให้เราฟังว่าในแง่ของนักดูนกและนักถ่ายภาพควรจะมีบทบาทอย่างไร ทำอย่างไรที่จะมีประโยชน์สูงสุดกับนกและไม่รบกวนนก

ฟิลลิป : สวัสดีครับทุกท่าน ผมเองชอบรูปนก ตั้งแต่เริ่มมีการถ่ายรูปนกเยอะๆ เราได้ข้อมูลเยอะดีมาก ช่วยเรามีความรู้แยกแยะชนิด อายุของนก สมัยนี้ถ้าเรามีนกแพงๆ ที่เขาใหญ่ ที่เรา identify ไม่ได้ มีรูปนกนี่ดีมาก รูปนกเป็นสิ่งที่สำคัญในงานวิจัย แต่ก่อนที่เราจะถ่ายรูปนกเราต้องระวัง เวลาที่ถ่ายรูปนกง่ายที่สุดอาจจะเป็นที่นกทำรัง เวลาที่นกทำรัง นกเกิด sensitive มาก เรารบกวนได้ถ้าเราไม่ระวัง เรื่องเทคนิคที่จะถ่ายรูปนกที่รังไม่อยากพูดอะไรมากเพราะผมคิดว่านักถ่ายรูปจะรู้ดีกว่า แต่เราต้อง sensitive เมื่อจะไปถ่ายนก นกกกไข่เป็นเวลาที่อันตรายที่สุด เพราะว่านกจะสามารถทิ้งไข่ ทิ้งรังได้ถ้าเรารบกวนรังบ่อย ไปสร้างรังใหม่ นี่เป็นเวลาที่นก sensitive มาก ถ้าเราอยากจะถ่ายรูปนกที่รัง เราควรคอยจนนกมีลูกออกจากไข่แล้ว น่าจะปลอดภัยขึ้น แต่เหมือนกัน เราต้อง sensitve ถึงพฤติกรรมของนก เพราะว่าถ้านกไม่เข้ามาป้อนอาหารที่รังนานๆ อาจเป็นได้ว่าเรารบกวน เราต้องฟังเสียง ถ้านกกลุ้มใจ มีเสียงร้องที่เป็น alarm call แต่บางชนิดก็โกรธเร็ว อย่างแต้วแล้วบางชนิด บางคร้ง เราไม่รบกวนมัน ตัวผู้ตัวเมียก็ไม่เข้ามาป้อนอาหาร แล้วแต่พฤติกรรม การตั้งไบลด์ ไม่ต้องไกลมาก 8 เมตรกว่าๆ และใช้เลนส์ที่เหมาะสม ก็ถ่ายได้

แต่ความจริงที่ผมอยากจะพูดวันนี้ เรื่องรังนก การที่เราอยู่ที่รังนกเป็นโอกาสพิเศษที่จะเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนกได้ด้วย คนที่แก่งกระจาน หารังเก่งๆ ถ้ามีรังนก ไม่นาน นักถ่ายรูปจะไปที่นั่น แต่ความจริงถ้าเรามองถึงข้อมูลที่เราได้จากรัง ข้อมูลวิทยาศาสตร์ได้น้อยมาก คนที่ไปดูที่รังน่าจะเก็บข้อมูลพอสมควร มีลูกกี่ตัว วันที่เท่าไหร่ที่เราไป ป้อนอาหารชั่วโมงละกี่ครั้ง ตอนนี้เรามีแบบฟอร์มที่จะเก็บข้อมูลรัง แต่นอกจากถ่ายรูปนกที่รัง ถ้าเป็นนกถ่ายยาก รูปถ่ายเป็นหลักฐานที่สำคัญ ชนิดแปลกๆ ถ้ามีใครบอกว่าเจอชนิดอะไร ถ้ามีหลักฐานเป็นรูปถ่าย เป็นสิ่งที่ช่วยเรามาก แต่ใครไปถ่าย ต้องรับหน้าที่ที่จะถ่ายรูปนกโดยไม่รบกวนนก

นพ.รังสฤษฎ์ : คุณฟิลก็บอกว่า จริงๆ แล้วเราได้ประโยชน์จากรูปถ่ายนกมากมาย สิ่งที่คุณฟิลอยากเสนอเพิ่มเติมคือว่าถ้าเราไปดูนกในรังซึ่งเป็นเวลาที่มัน sensitve มากที่สุด ไหนๆ จะไปดูมันแล้วก็อยากจะให้ทำด้วยความระมัดระวัง และอยากให้ได้ข้อมูลอื่นๆ ด้วย เช่น มาป้อนบ่อยแค่ไหน ตามแบบฟอร์มที่คุณฟิลเคยให้ไว้ และทำอย่างไรที่จะไม่รบกวนนก อยากจะให้คุ้มค่า ไหนจะเข้าไปรบกวนแล้วก็อยากจะให้ได้ข้อมูลด้วย

ขอท่านต่อไปเลยนะครับ ในฐานะของกรมอุทยานฯ เรียนถาม ดร. ชวาล ว่า กรมอุทยานฯ มีมาตรการอะไรบ้าง เนื่องจากตอนนี้นักดูนกก็เอยะ พฤติกรรมก็หลากหลาย ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง นักถ่ายภาพก็เช่นเดียวกัน มีมาตรการใดบ้าง เพื่อให้กิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่น่าส่งเสริม นักถ่ายภาพ นักดูนก อยากให้อยู่ในกรอบกติกาที่ดี ไม่เกิดผลร้ายต่อนก

ดร. ชวาล : วันนี้ดีใจ รู้สึกว่าหัวข้อนี้เราพูดกันน้อยไปหน่อย มีเรื่องต้องพูดเยอะ แต่ขาดการประสาน อยากฝากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ความจริงหัวข้อเรื่องนี้ จำได้ว่าพูดกันหลายครั้ง ที่ตึก TA หลายปีมาแล้ว หัวข้อเดียวกัน เรื่องผลกระทบที่เกิดจากการถ่ายภาพ ต้องเรียนอย่างนี้ว่าผมเป็นคนจัดประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่าและธรรมชาติครั้งแรกของประเทศไทย และทำต่อมาเรื่อย ปีนี้เข้าปีที่ 16 แล้ว หลายๆ คนในที่นี้ก็คงเคยส่งภาพเข้าประกวด วันนี้ผมนำหนังสือสมุดภาพมาด้วย คาดว่าคงพอจะแจก

พวกเราในที่นี้ทุกคนเป็นนักดูนกรึเปล่า ใครไม่ใช่ดูนกบ้าง ใครไม่มีกล้องส่องทางไกลบ้าง มีทุกคนนะ ดูนกมาทุกคนนะครับ ใครเป็นนักถ่ายภาพนกบ้าง ไม่มีเหรอครับ นี่หล่ะคนไทย ถามว่าใครไม่มีกล้องถ่ายรูปบ้าง ใครไม่เคยถ่ายรูปนกบ้างครับ ใครเคยถ่ายรูปนกบ้าง คุณถ่ายรูปนกไปทำอะไรครับ หลากหลายความต้องการ จำได้เมื่อสมัยแรกๆ ที่ผมถ่ายรูปนก ฉายให้หมอบุญส่งดู ผมมีเลนส์ประมาณ 80-200 แต่ด้วยความที่ว่าเราใช้วิธีการถ่ายหลายอย่าง ก็สามารถเข้าใกล้ได้พอสมควร ไปศึกษาดูว่าโดยปกติ ต่างประเทศเขาทำกันอย่างไร ก็เจอหนังสือเล่มหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้หมอหม่องบอกว่าให้คนละ 15 นาที ความจริงเรื่องนี้ต้องได้ 3 ชั่วโมงถึงจะถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ได้ ถ้าโอกาศหน้ามี ผมยินดีจะมาพูดคุยในประเด็นเรื่องการถ่ายภาพสัตว์ป่าและภาพนก ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ทำด้านนี้มาเยอะ

กลับมาตรงที่พวกเราเป็นนักดูนก ดูนกแล้วจดรายชื่อมั้ย ส่วนใหญ่จด ใครที่จดเกินรายชื่อ เช่นนกทำอะไร วัน เวลา เราเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมนกมาอยู่ตรงนั้น มันหากินแบบไหน รังเป็นแบบไหน เป็นจาน ถ้วย โดม ตัวผู้หรือตัวเมียสร้างรัง ส่วนใหญ่พวกเราไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ สนใจว่านกชนิดนี้มีไข่กี่ฟอง สีอะไร พวกเราส่วนใหญ่ไม่มีเวลา วันนี้จะมาพูดเรื่องกฎหมาย (*) ในต่างประเทศเค้ามีกฎหมายเรื่องถ่ายรูปนกแ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายรูปที่รัง การศึกษาเรื่องนกไม่ใช่เรื่องง่าย นกเคลื่อนไหวเร็ว อยู่บนที่สูง คนของเราไม่พอ ที่รังเป็นการถ่ายรูปนกที่ง่ายที่สุด เพราะสัญชาติญาณของพ่อแม่นกห่วงลูก ข้อมูลที่รังนกเรามีไม่มาก การถ่ายรูปนก ถ้าทำเป็น เราจะได้ข้อมูลมาก (*) นกบางชนิด sensitive มากเช่นนกอีแพรด (*) แต่ที่สำคัญที่สุดที่อยากเน้นในรอบแรกก็คือ การไปศึกษา การทำงานวิจัย หรืออะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุด สวัสดิภาพของนกต้องมาก่อน ความปลอดภัยของนกต้องมาก่อน ถ้าอะไรที่เราทำแล้วเนี่ยไม่ปลอดภัยต่อสวัสดิภาพ เราไม่ทำ (*) ขณะนี้ เริ่มร่างระเบียบเกี่ยวกับการถ่ายรูปนกแล้ว โดยเฉพาะนกที่รัง (*)

นพ.รังสฤษฎ์ : ดูเหมือนว่า จริงๆ พวกเราก็ยังรู้สึกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากคนส่วนน้อยมาก แต่ว่ากระทบถึงคนส่วนใหญ่ จริงๆ ส่วนใหญ่พวกเราก็รู้ว่าเราต้องมีกติกาขึ้นมาดูแลไม่ให้คนส่วนน้อยทำอะไรให้เกิดขึ้นอีก ในรอบ 2 อยากให้เล่าในรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายที่จะร่างขึ้นมา ตอนนี้เราเปลี่ยนมาฟังคุณวิชา อยากให้เล่าว่าประสบการณ์การเป็นนักถ่ายภาพนก และสนใจเรื่องนกมาโดยตลอด มีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเห็นเพื่อนๆ ที่ถ่ายรูปนกด้วยกัน บางคนก็ดี บางคนก็อาจจะดีน้อยหน่อย มีข้อแนะนำอย่างไรกับคนที่อยากถ่ายรูปนกใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาอีกมากมาย เราก็ไม่รู้ว่าเค้าได้รับการบอกเล่า แนะนำถูกต้องหรือเปล่า และอาจก่อปัญหาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความที่บังคับตัวเองไม่อยู่ อยากให้ได้มากกว่านั้น ดีกว่านั้น ช่วยเล่าให้ฟังด้วยครับ

วิชา : ผมขอพูดเรื่องประโยชน์ของภาพที่ได้ก่อนนะครับ การที่นักถ่ายภาพถ่ายภาพมา นอกจากเพื่อดูเล่นส่วนตัว ประโยชน์ที่ตามมาทีหลัง เวลาที่มีโอกาสเผยแพร่ หนึ่ง มันสามารถสร้างกระแสการอนุรักษ์ได้จากภาพถ่ายนกที่มีสีสันสวยงาม จุดประกาย แรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นกับคนทั่วไป อย่างผมนี่ ผมมีแรงบันดาลใจมาจากนกพญาไฟของพี่ประสิทธิ์ ตั้งแต่นนั้นมาผมเริ่มถ่ายรูปนก สิ่งที่ได้ตามมาจากนั้นก็คือ เมื่อเรามีประสบการณ์มากขึ้น เราได้รู้เห็นพฤติกรรมนกผ่านทางภาพถ่าย ไม่ว่าชุดขน ไม่ช่วงผสมพันธ์ ช่วงตัวอ่อน มันเป็นหลักฐานให้กับใครก็ตามที่ขาดข้อมูล ใช้ยืนยันได้ เช่น ผมเจอนก very rare แต่ผมไปพูดปากเปล่า ไม่มีใครเชื่อ แต่ถ้ามีรูป ถึงแม้ไม่ชัด แต่ก็โอเค นกตัวนี้มาเมืองไทยจริง นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการถ่ายภาพ

ไม่มีใครคิดว่าภาพที่ตัวเองถ่ายได้ไม่สวย แต่คนดูว่าสวยจริงหรือไม่คือคนที่เห็นเป็นคนตัดสิน นักถ่ายภาพที่ได้ถ่ายมาเพื่อประกวดกันเอง เอาชนะกันเอง อย่างที่พูดๆ กัน ทุกคนเป็นเพื่อนกัน ประโยชน์ที่ได้อีกข้อ คือทำให้รู้จักกันเป็นวงกว้างมากขึ้น ผมอยู่ชลบุรี ทุกวันนี้ผมมีเพื่อนมากมาย เป็นคุณหมอ เป็นวิศวกร เยอะมาก มีประโยชน์ วิธีการถ่ายภาพ ที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่รบกวน นกแต่ละตัว มีระยะระวังตัวไม่เท่ากัน นกตัวเล็กยอมให้เราเข้าใกล้ 5-6 เมตร อย่างพวกเหยี่ยว บางทีก็อาจ 50-100 เมตร ระยะที่มันยินยอมไม่ท่ากัน นักถ่ายภาพรู้ดี นักดูนกก็รู้ดี

การถ่ายภาพที่รัง ถ้าทุกคนมองว่าการถ่ายภาพเป็นการรบกวน กิจกรรมดูนก เกี่ยวกับนก รบกวนหมดทั้งสิ้น แต่ถ้าเราเปลี่ยนคำว่า "รบกวน" เป็นคำว่า "ไว้วางใจ" ที่นกมีให้กับเรา ระยะที่เราเข้าไปแล้วทำให้นกไว้วางใจได้ ผมว่าตรงนั้น สำคัญกว่า การที่บอกว่านักถ่ายภาพห่างจากนกตัวนั้น 7 เมตร แล้วบอกว่าคนนี้รบกวนนก ผมว่ามันไม่ใช่ แต่นักถ่ายภาพมีความสามารถทำให้นกไว้วางใจเค้าได้ ผมว่าเป็นคำพูดที่น่าจะดีกว่า นักถ่ายภาพ เวลาเค้าเจอนกทำรัง สิ่งแรกที่เค้าจะมองคือ ทิศทางที่นกจะเข้าออก จะมองว่า นกตัวนั้นจะโดดจากล่างขึ้นบนหรือบนลงล่าง นักถ่ายภาพส่วนมากจะรู้และจะบอกต่อกันระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง เราไม่เคยประกาศ แต่จะโทรบอกกัน ตัวนี้ต้องทำอย่างนี้ อย่างนั้น ความปราดเปรียวของนกแต่ละตัวเป็นอย่างไร เค้าจะดูและบอกต่อกัน ระยะความปลอดภัยที่จะต้องตั้งบังไพร ห่างขนาดไหน จะบอกต่อกัน

ถ้านกคิดว่าเรารบกวน เวลานกมาเกาะใกล้ๆ รัง เขาจะจ้องมองสิ่งแปลกปลอม จ้องเขม็งโดยที่ไม่หันหลังให้เรา เขาจะจ้องดูอยู่อย่างนั้น ซักพักนึงเราก็จะไป นักถ่ายภาพรู้กันดีว่าเขาต้องย้าย นี่คือการทำงานของนักถ่ายภาพ แต่ถ้านกเข้าออก แล้วหันหลังให้ แต่งตัว ไม่สนใจแล้ว ผมคิดว่านั่น คือความไว้วางใจที่นกให้กับสิ่งแปลกปลอมที่ตั้งอยู่ตรงนั้น

ทีนี้มาถึงเรื่องจำนวนคน ที่บอกว่าเข้ามามะรุมมะตุ้มกัน ต้องเข้าใจก่อนว่า นักดูนกกับนักถ่ายภาพบ้านเรา มีเวลาว่างวันเดียวกัน ก็คือ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ กับวันนขัตฤกษ์ เพราะฉะนั้น มันเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมาเจอกันเป็นสิบ เป็นยี่สิบ และเราก็ไม่สามารถที่จะบอกว่า เอาห้าคนก่อนนะ เอาสิบคนก่อนนะ พอถึงตรงนั้น มันไม่มีใครยอมใคร เพราะเรามีวันหยุดเดียวกัน สามวันเหมือนกัน

ผมเห็นนักดูนกที่พาชาวต่างชาติมาบ้านเรา ส่วนมาก ชาวต่างชาติต้องเห็นนกตัวนั้น ตัวนี้ให้ได้ ผมเคยเจอไกด์ดูนกคนนึงพาชาวต่างชาติบุกทะลวงเข้าไปในโพรงมหัศจรรย์ ผากล้วยไม้ เดินผ่านบังไพรไปเลย แล้วเข้าไปนั่งอยู่ คนที่สมควรโดนด่าที่สุดคือนักดูนกคนนั้น เพราะว่าเค้าไม่มีมารยาทเลย ผมก็ปล่อยเค้าไป ซึ่งนกก็ไม่ออกมา ผมก็ถ่ายภาพไม่ได้ด้วย

นพ.รังสฤษฎ์ : มีข้อเสนอแนะมั้ยครับว่า วันหยุดตรงกัน มาพร้อมๆ กัน ทำอย่างไรดี บางคนมาไกลก็อยากจะเห็น

วิชา : ก็ลาออกจากงาน (หัวเราะ) แล้วไปดูนกวันธรรมดา ง่ายที่สุด คือมันค่อนข้างยาก ผมยก case หนึ่ง กระเต็นน้อยหลังดำ วันนั้นไปเจอเยอะมาก เฉพาะนักถ่ายภาพก็เกือบๆ 20 คน แต่ผมมีวิธีการของผม คือตกกลางคืน ผมคุยกับแฟนผม คุณสาวน้อยร้อยช่าง (หัวเราะ) แบ่งกันเลยดีกว่า เรามีกัน 15 คน แบ่งกันเลย ใครจะเข้าก่อน เข้ากลาง เข้าหลัง แล้วนักดูนกที่ไปวันนั้นจะเห็นว่าช่วงเช้ามีบังไพรชุดหนึ่ง ประมาณ 4-5 คน ช่วงสายก็อีกชุดหนึ่ง เย็นอีกชุดหนึ่ง ผมก็จะไม่เข้าไปมะรุมมะตุ้มกัน 15 คน นั่นคือวิธีการของนักถ่ายภาพ แต่ถ้าคนดูนก ผมไม่แน่ใจว่าทำกันอย่างไร แต่คือถ้าอยู่ในกลุ่ม เรารู้จักกัน คุยกันได้ รุ่นพี่ รุ่นน้อง

นพ.รังสฤษฎ์ : ก็เป็นข้อดี แต่คิดว่าถ้าคนรู้จักกันก็คุยกันง่าย แต่ถ้าไม่รู้จักกัน ลำบากใจที่จะอบรมกัน แต่ถ้าเรามีกติกากำหนดไว้บ้าง เช่น เข้ากันทีละกี่คน อาจจะสะดวกใจขึ้น ท่านต่อไป คุณธิติ อยากให้พูดถึงว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดววันนี้ และคาดหวังอะไรบ้าง อนาคตอยากเห็นวงการเป็นอย่างไร

ธิติ : สวัสดีครับ อย่างแรกต้องขอขอบคุณสมาคมอนุรักษ์นกฯ ที่ช่วยจัดงานนี้ขึ้น ถ้าจะเล่าถึงแรงบันดาลใจ ถ้าพูดจริงๆ ให้ตรงประเด็นก็คือเรื่องรังของ Rufous-collared Kingfisher ถ้าให้มอง วันนั้นผมก็อยู่ด้วย เป็นคนถ่ายรูปในนั้นด้วย อยู่ในเหตุการณ์เกือบทั้งวัน ถ้าให้มองลึกๆ จริงๆ ผมก็รู้เรื่องมาบ้างที่ช่างภาพมีพฤติกรรมไม่ดี ผมว่าทุกคนก็คงเคยได้ยิน แต่ก็ไม่ได้โทษใคร พูดแบบกว้างๆ ว่ามี แล้ววันนั้นก็คือเห็นกับตาว่ามีกันดึงทึ้งกิ่งไม้กันจริง พอเป็นสิ่งที่เรารู้แล้ว ก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่แปลกใจกับนักดูนกด้วยกัน นักดูนกหลายคน เราดูกันแบบไม่ระมัดระวังมากขึ้นเรื่อยๆ
บางคนก็เดินเข้าไปแทรกตัวกับไบลด์ช่างภาพ เดินเข้า เดินออก เสียงดัง ซึ่งผมว่าปัญหาเกิดจาก เวลามีนักดูนกขึ้นมา ไม่ใช่ว่ามันเกิดจากการที่เรามีสมาคมฯ แล้วเราไปอบรมสัมนาแล้วเกิดนักดูนก มันเกิดจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ คนเห็นภาพสวยๆ รู้ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ก็ดูนกได้แล้ว แต่ไม่มีข้อมูลเรื่องการระมัดระวังตัว หรือแนวทางปฏิบัติว่าดูนกแล้วมีผลกระทบกับนกน้อยที่สุด ก็จะคิดกันเอง เห็นคนอื่นทำก็ทำบ้าง แต่ความรู้ที่แท้จริงว่าทำแบบไหนแล้วมันมีผลกระทบกับนก สิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ ผมว่าหลายๆ คนก็ยังไม่ทราบ

ก็เลยมาเทียบกับตัวเอง ผมดูนกเยอะขึ้นทุกวัน อ่านตำรามากขึ้น รู้แหล่งนกเยอะขึ้น พูดถึงความห่วงใย ผมรักเค้าเท่าเดิม แต่ผมว่าผมระมัดระวังตัวน้อยลงทุกวัน พอความอยากเห็นมันมีมากขึ้น ผมก็พร้อมจะเสี่ยง ทำอะไรพลาดๆ ไปหลายครั้ง ผมเลยคิดว่าเราน่าจะมีวิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติเอาไว้คอยเตือนตัวเองว่าอะไรไม่ควรทำ และช่วยกันเผยแพร่ เพราะว่าถ้านักดูนกมีเยอะขึ้นๆ ในขณะที่เราไม่มีแนวทางอะไรให้เขา การดูนกอาจไม่เป็นการอนุรักาก็ได้ มันอาจเป็นการทำร้ายนกโดยเราไม่รู้ตัวก็ได้ และอาจจะเกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วย ผมยอมรับว่าการถ่ายภาพช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ด้วย ผมก็เริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพก่อน ก่อนที่จะมาดูนก มีพี่ประสิทธิ์เป็นอาจารย์ คือดูหนังสือพี่เค้า จนวันนึงเรารู้สึกว่าเรารักที่จะดูมากกว่าที่จะถ่ายก็กลายเป็นนักดูนก เห็นด้วยว่าการถ่ายภาพช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ได้ แต่ก็อยากให้มันเป็นการถ่ายภาพที่มีผลกระทบกับนกน้อยที่สุด จะว่าไม่มีผลกระทบคงไม่ได้ แต่เราจะมีแนวทางอะไรบ้างที่เราจะมีผลกระทบกับนกน้อยที่สุด ก็เลยอยากให้มีวันนี้ที่เรามาเสวนากัน ว่าจุดที่ดีที่สุด โดยที่ถูกต้องตามวิชาการ ขอให้วันนี้ เพื่อนๆ ช่วยกันแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

นพ.รังสฤษฎ์ : สรุปแล้วก็คิดคล้ายๆ กันว่า น่าจะมีอะไรให้หักห้ามใจตัวเองหน่อย เพราะบางทีผมว่าเราก็มีความต้องการอยากดูนกหายาก อยากถ่ายนกหายาก ใกล้อีกนิดนึงน่า ของที่อยากหยิบ อยากได้ ก็ต้องมีศีล 5 มีแนวทางไว้หักห้ามใจตัวเองบ้าง วันนี้คงอยากพยายามหาศีล 5 ศีล 10 ของนักดูนก เป็นวิถีประชาของเราว่าเราน่าจะนึกถึงเรื่องอะไรกันบ้าง ในรอบ 2 ขอให้พวกเราช่วยกัน brainstorm ผมจะถามคุณฟิล เป็นคำถามที่จะเฉพาะนิดนึงว่า คุณฟิลคิดว่าในช่วง (*) สิ่งที่เรากังวลเรื่องนกทำรัง ไม่ว่าจะไปดู ไปถ่าย ก็แล้วแต่ มีนกอะไรมั้ยครับ ที่เราไม่ควรเข้าไปยุ่งเลย ช่วงวางไข่ อันตราย ที่ ดร. ชวาลบอกว่าเค้า invest ไปเยอะแล้ว อาจไม่ค่อยทิ้งรัง แต่ช่วงแรกๆ อาจไวมากเป็นพิเศษ มีพฤติกรรมอะไรที่พวกเราน่าจะใช้สังเกตว่านกเครียดแล้ว เราควรออกมา

ฟิลลิป : ถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุด ไม่อยากให้ถ่ายรูปรังตอนที่นกกำลังสร้างรังหรือตอนที่วางไข่

นพ.รังสฤษฎ์ : สร้างรังและวางไข่?

ฟิลลิป : ยังกกไข่อยู่ แต่ตอนที่ลูกออกจากไข่แล้วอาจจะปลอดภัยกว่า นกบางชนิดป้อนอาหารบ่อยๆ แต่ถ้าเรานั่งเฝ้าตลอด ไม่แน่ เราอาจรบกวนได้ ถ้าเป็นนกเล็กๆ บางชนิด ชั่วโมงถึงสองชั่วโมง ถ้าไม่เข้า เราควรรีบออก

นพ.รังสฤษฎ์ : นกเล็กๆ นี่ปกติจะป้อนบ่อย?

ฟิลลิป : ป้อนบ่อย

นพ.รังสฤษฎ์ : ฟิลประมาณได้มั้ยซักกี่ครั้งต่อชั่วโมง?

ฟิลลิป : ก็ประมาณ ตัวผู้ตัวเมียรวมกันประมาณ 9 ครั้งต่อชั่วโมงได้ บางครั้งเราเฝ้ารัง แน่นอนว่าเราไม่ได้รบกวน แต่ 2 ชั่วโมง นกก็ไม่เข้าเลย

นพ.รังสฤษฎ์ : เท่าที่ทราบ โอกาสล้มเหลวของรังนกในเขตร้อน ค่อนข้างสูงกว่าในเขตอบอุ่น ปัจจัยอะไร และทำอย่างไรไม่ส่งเสริมให้ล้มเหลวมากขึ้น

ฟิลลิป : อาจเป็นไปได้ที่บางคนโทษตัวเองที่ทำให้การทำรังล้มเหลว อาจเป็นไปได้ และอาจไม่ใช่ ตอนที่เราศึกษาเขาใหญ่ เราเห็นว่า failure สูงมาก ถ้าเป็นนกเล็กๆ ไม่เกิน 20%

นพ.รังสฤษฎ์ : หมายความว่าทำ 100 รัง สำเร็จแค่ 20 รัง?

ฟิลลิป : ส่วนมากมาจากลิง

นพ.รังสฤษฎ์ : เป็นปัจจัยที่เราต้องระวังให้มากที่สุด คือทำอย่างไรไม่ให้ผู้ล่าสังเกตเห็นรังได้ง่าย

ฟิลลิป : อาจจะเป็นไปได้ว่าตัวสัตว์กินนกบางชนิดอาจจะตามกลิ่นมนุษย์

นพ.รังสฤษฎ์ : ขอบคุณครับคุณฟิล (*) พูดเรื่องกฎหมาย หลายคนอยากจะทราบว่าจะมีเป็นกฎหมายออกมาอย่างไร อยากจะทราบรายละเอียดว่าต่อไปนี้นักดูนกต้องรู้กฎหมายอะไรบ้าง ไปดูนกแล้วติดคุกแบบนี้ ต้องระวังอะไรบ้าง

ดร. ชวาล : ถ้าต้องดูนกแล้วติดคุก คุณฟิลติดเป็นคนแรก (หัวเราะ) (*) สิ่งที่จะเกิดขึ้นเวลาเราไปดูนกที่รัง อย่างแรก ถ้าเราทำถูกต้อง ถูกวิธี นกจะไม่เครียด ที่พูดนี่ไม่ว่าผมอยากสนับสนุนส่งเสริมให้คุณไปถ่ายรูปนกที่รัง ผมเลิกมานานแล้ว เลิกมาสิบกว่าปีแล้ว แต่ไม่ใช่เป็นสิ่วเลวร้าย ทำไม่ได้ สำคัญอยู่ที่ว่าต้องรู้ว่าทำอย่างไร อย่างแรกที่ต้องทำคือต้องมีบังไพร มีบางคนไม่ยอมใช้บังไพร นกมันเครียด ก็เป็นปัญหา บอกว่าเวลามีน้อย วันหยุดไปแล้ว ต้องถ่ายกันให้ได้ ต้องทำกันให้ได้ มันก็เป็นเรื่องที่ เรียกว่า น่าเสียดาย ทำให้ทางการต้องระเบียบ กฎหมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย เราต้องการให้คนไปเอนจอยธรรมชาติ พอต้องมีกฎ กติกา มารยาท มันยุ่งยาก

ต้องมีบังไพร ระยะที่ว่า ต้องแล้วแต่ ปกติที่ผมทำ ผมตั้งห่างก่อน แล้วขยับเข้าทีละนิด ไม่ใช่ไปตั้งตอนแรกก็จ่อก้นเลย มันต้องมีวิธีการ นกก็จะตื่นน้อย เวลาเข้าไบลด์ อย่าเข้าคนเดียว ต้องมีคนเข้าไปรับ ไปส่ง เซ็ทกล้องให้เรียบร้อยแล้วให้อีกคนเดินออกมา นกก็ไม่คิดว่ามีคนอยู่ข้างใน นั่งในไบลด์ ไม่ใช่ไปเปิดเพลงฟัง หรือนั่งทะเลาะกันอยู่ในไบลด์

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเวลาถ่ายนกที่รัง คือรังอยู่ในที่ทึบ ก็ถ่ายไม่ได้ ใบไม้ อะไรเยอะแยะ สิ่งที่ตามมาคือการตกแต่ง ถ้าคนรู้ คนเข้าใจ เขาจะเห็นแก่ความปลอดภัยของนก เขาก็จะไม่ตัด เขาใช้เส้นได้เส้นเล็กๆ ดึง ทำให้พอถ่ายได้ พอตัด สิ่งที่ตามมาก็คือแสงแดด อันตรายกับนกเล็กๆ ถ้าพ่อแม่มันหนีไปด้วยความกลัวคน 5 นาที ไข่ก็สุกแล้ว

พูดถึงเรื่อง predator ที่จะตามคนเข้าไป มีการศึกษาวิจัยจากต่างประเทศชัดเจน หมา แมว รู้จักตามคนเข้าไป พวกทำงานวิจัยต้องระวัง ที่อันตรายที่สุดคือชาวบ้าน

(*) ผมเคยเจอมาสารพัด ที่ภูหลวง นกจาบคาเคราสีน้ำเงิน ทำรังตามตลิ่ง ทีนี้มันถ่ายไม่ทัน ไม่ทันทำไง เอาก้อนหินไปปิดปากรังรัง ให้พ่อแม่นกมาเกาะหน้ารังนานๆ ความระยำของคน ผมต้องใช้คำนี้ ตอนเย็นเลิกแล้วมันไม่เอาออก ผมไม่แน่ใจว่าเค้าต้องการให้นกตายเพื่อไม่ให้คนอื่นถ่ายได้รึเปล่า (*) แล้วส่งรูปมาประกวด บางรูปนี่ชัดเจน ตัดอะไรต่ออะไรจนเรียบ

การถ่ายรูปที่รัง สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่ง คือลูกจะออกจากรังก่อนกำหนด ในช่วงที่มันเริ่มบินได้ แต่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะออกจากรัง ไปกวนมากๆ เข้าก็ออกมาโดยที่มันไม่แข็งแรง ส่วนใหญ่ตาย ไปดูเถอะครับ รูปลูกนกต่างๆ ลูกนกเข้าแถวเรียง 3 ตัว 4 ตัว แล้วพ่อแม่ก็มาป้อน พวกนั้นเป็นพวกออกจากรังก่อนกำหนด ไม่ก็ไปล้วงมาวาง ตรงนี้ชัดเจนมาก รูปนกพวกนี้เราก็โยนทิ้ง (*)

นพ.รังสฤษฎ์ : ชัดเจน เริ่มมีสีสันมากขึ้น ไปที่อีก 2 ท่านก่อนให้พวกเราออกความเห็น คุณวิชาครับ มีส่วนน้อยมาก แต่คนส่วนน้อยเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายเยอะได้ เรามีคำแนะนำอย่างไรแก่นักดูนก นักถ่ายภาพ ที่ทำให้เกิดความเสียหาย บางทีอาจเป็นคนละกลุ่ม ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน ผ่านเวทีนี้แล้ว เป็นลายลักษณ์อักษร เค้าน่าจะได้รับรู้

วิชา : นักถ่ายภาพสัตว์ป่าหรือนก ไม่มีชมรมเป็นเรื่องเป็นราว มีแต่กลุ่มและสายสัมพัน รู้จักกันจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จะบอกต่อหรือแนะนำ จะใช้วิธีบอกต่อ ไม่เคยมีเป็นลายลักษณ์อักษร น้องมีปัญหาก็โทรมาถาม ไปถ่ายแต้วแล้ว ทำไมนกไม่เข้า เฝ้า 3 ชั่วโมงไม่เข้า เขาก็ถอดใจ ผมบอกเรื่องบังไพร ให้เขาเปลี่ยนเป็นแบบนั้นแบบนี้ รุ่งขึ้นไปถ่าย เขาก็ได้ เราไม่มีข้อมูลชัดเจนที่จะรู้ได้ว่าถ่ายภาพหน้ารังต้องทำอย่างนี้ตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับวิจารณญาณตรงนั้น ว่านกตัวนี้เปรียวแค่ไหน เราต้องรู้ชนิดนกก่อนเราถึงจะบอกต่อๆ กันไปได้

ส่วนเมื่อกี้ ท่านชวาลบอกว่า ที่นก 3 ตัวถ่ายประกวด อันนี้ยืนยันได้ว่านักถ่ายภาพนกไม่มีแน่นอนครับ ไปเจอในหนังสือ ดูรายชื่อได้ครับ ไม่ใช่นักถ่ายภาพนกแน่นอน ลักษณะนั้นมันง่ายเกินไป เอาเปรียบนกเกินไป

พูดถึงการแนะนำ อย่างที่เรียนแล้วว่ามันแนะนำกันยาก เราค่อยๆ หาข้อสรุปไปเรื่อยๆ ทีละข้อว่าระยะกลางๆ ที่เราจะอยู่กันได้ระหว่างคนดูนกับคนถ่ายภาพนกน่าจะอยู่ตรงไหน มีเคสหนึ่งที่แก่งกระจานที่ท่านชวาลบอกเมื่อกี้ว่าขึงเชือกแล้วยังบุรุกกันเข้าไป ผมคนหนึ่งที่บุกเข้าไปในเชือกเส้นนั้น แครั้งที่ 3 คือครั้งที่ 1 กับ 2 ที่ผมเห็น คือครั้งที่ 1 ผูกไว้ที่กระเต็นสร้อยคอสีน้ำตาล แต่ระยะประมาณ 9 เมตร ซึ่งผมก็ถ่ายได้สบายๆ ครั้งที่ 2 เข้าไปถ่าย เขาขึงเชือกแล้ว ผมไปถ่ายแต้วแล้วอกเขียว เพราะว่าผมไม่รู้ว่าแต้วแล้วอกเขียวอยู่ตรงนั้น แต่ผมขับรถผ่าน ผมเจอเชือกผูกอยู่ข้างทาง ผมเลยจอดรถ เดินเข้าไปดู เขาผูกไว้ประมาณ 10 เมตร ผมถ่ายได้และมีพื้นที่ให้ซุ่มพอสมควร ครั้งที่ 3 ผมขึ้นไปแก่งกระจาน เดินไปที่ลำธาร ผมเจอเชือกขึงไว้ มีอยู่มุมหนึ่งที่น่าจะถ่ายได้ แต่แสงแดดตกข้างหลัง ผมถ่ายไม่ได้ ผมก็ดูมุมอื่นซึ่งมีต้นไม้อยู่ 4 ต้น แต่เขาขึงเชือกห่างต้นไม้ออกไปประมาณ 2 เมตร ผมก็ต้องบุกเข้าไปยืนอยู่ที่ต้นไม้ 4 ต้นโดยกางบังไพรอยู่ในนั้น ถามว่าผมใช้อะไรคิดที่แหกเชือกเข้าไป ผมใช้วิจารณญาณคิดแล้วว่าถ้าผมยืนหลังเชือก แล้วกางบังไพรโล่งโจ้งเลย นกไม่มาแน่ นี่นกก็มาป้อน เจ้าหน้าที่ก็มาแอบถ่ายวิดีโออยู่ข้างหลังผม เสร็จแล้วผมออกมา ถามเขาว่าทำไมไม่ขึงเชือเข้าหาแนวต้นไม้ เพราะระยะตรงนั้นเกือบ 15 เมตร ถือว่าไกลมากแล้ว

การขึงเชือกมันเหมือนเป็นดาบ 2 คม เหมือนที่ผมยกตัวอย่าง ผมเห็นเชือกผมก็รู้ว่ามันต้องมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ตรงนั้น (หัวเราะ) ถ้าเราไม่อยากให้คนถ่ายภาพหรือรบกวน การขึงเชือกไม่น่าจะเป็นวิธีที่ถูก น่าจะมีวิธีที่ดีกว่านั้น อีกอย่าง ขึงแค่ครึ่งวงกลม ไม่ได้ล้อม

นพ.รังสฤษฎ์ : ผมว่าถึงเวลาให้พวกเราทุกคนได้ออกความเห็น น่าจะมีกฎ กติกา หรือมีศีล 5 ศีล 10 ระหว่างพวกเรามั้ย ว่าจริงๆ เราน่าจะทำอะไรกันบ้างไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่างนักดูนกและนักถ่ายภาพนก เราไม่ได้มองว่าเป็นข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่าย ไม่ใช่นะครับ แต่ว่าเป็นข้อตกลงของทุกๆ คนซึ่งใช้ด้วยกัน ขอเชิญเลยครับ ... คุณตั้ม ...

ศุภลักษณ์ : (*) 3-4 วัน ถ่ายอยู่ทุกวัน (*) คือเมื่อถ่ายได้แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะ (*)

นพ.รังสฤษฎ์ : คือให้รูสึกว่าพอแล้วใช่มั้ยครับ คือเราถ่ายรูปนกได้แล้ว ได้ข้อมูลแล้ว ก็ควรจะพอแล้ว มีท่านอื่นอีกมั้ยครับ

คุณเจริญวิทย์ : การควบคุมคนที่มีความรักความชอบเรื่องเดียวกัน ควรจะมีกฏเกณฑ์ กติกา หรือว่าการเรียนรู้วิธีจากผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า อาจจะใช้เป็นการถ่ายทอดจากผู้ที่มีประสบการณ์มากให้แก่ผู้ที่เข้ามาใหม่ และควรมีการสร้างกติกา ถ้ามีการทำผิดกติกา (*) การจัดฉาก ก็ควรมีการลงโทษ

ดร. ชวาล : มีการคุยกันเยอะ แต่การลงโทษผู้กระทำผิดต้องมีความชัดเจน ต้องมีหลักฐานว่าทำผิดกฏหมาย ไม่งั้นก็จะอ้างว่า ใครทำไม่ทราบ มาเจอก็เป็นแบบนี้แล้ว ไม่ช้าคงต้องมีระเบียบแน่นอน นกบางชนิด อาจจะต้องถึงระดับใบอนุญาต เช่น นกแต้วแล้วท้องดำ เนื่องจากหายากก็เลยเป็นขุมทอง ก็มีบางคนที่ใช้นกตัวนี้ทำมาหากิน ซึ่งก็ไม่แปลก ถ้าพาไปดูแล้ว นกไม่เป็นไร ไม่ใช่พานักดูนกไปดูในช่วงที่มันทำรังวางไข่ เป็นเป็นช่วงวิกฤต ยังโฆษณาพาคนเข้าไปดู คงไม่ใช่ ซึ่งพูดกันแล้วในกลุ่มเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าเป็นเพื่อการศึกษา นักวิชาการ คงไม่เป็นไร แต่ก็ต้องระวัง มีใบอนุญาตถูกต้อง มีการขอ ถ้าเป็นการทำมาหากิน พาคนเข้าไป ก็ต้องมีมาตรการ แต่คงไม่ออกเป็นข้อกฎหมาย เพราะคนไปแล้วไม่เอนจอย ไม่ใช่เรื่อง ถ้ารู้จักทำ รู้จักพอ รู้จักคิด ผมเองก็ชอบการถ่ายรูป มีเลนส์เยอะแยะ แต่ช่วงหลังไม่ค่อยได้ถ่าย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พี่น้องบอกว่า ถ่ายแล้วพอแล้ว ถ้ามันถ่ายแล้วไม่มีคนกวน ไปถ่ายเถอะไม่เป็นไร การถ่ายรูปก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ตราบที่ไม่ไปขี่คอกัน ไม่ไปแย่งกัน ทำให้นกมันตื่นกลัว แต่มีคนถ่ายได้เยอะแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปถ่ายอีก มันมองได้หลายแง่

นพ.รังสฤษฎ์ : จริงๆ ไม่ได้เน้นที่ช่างภาพ บางครั้งนักดูนกเองก็รู้ตัวดีว่าหลายครั้งก็รบกวน สิ่งที่พูดนี้ไม่ได้ apply เฉพาะนักถ่ายภาพนก เพราะเดี๋ยวกลายเป็นคนถ่ายภาพก็เลยมีหลักฐานให้คนต่อว่า คนดูนกไม่มีหลักฐานว่ารบกวน เราหมายถึงทุกคนที่รบกวน ตอนนี้อาจจะให้คุณประสิทธิ์ได้ออกความเห็น ในฐานะที่เป็นคนถ่ายภาพนกคนแรกๆ ให้เราได้ดูกันในหนังสือ

ประสิทธิ์ : ก็อยู่ในเหตุการณ์ รู้สึกว่าตอนนี้ไม่อยากจะถ่ายรูปนกที่รังแล้ว แต่ถ้าเราทำให้ถูกวิธี มีความปลอดภัย ผมว่าเป็นเรื่องน่าสนุกกว่า ถ้าเราถือว่าเป็นงานอดิเรก การดูนกที่รังเราจะได้เห็นพฤติกรรมเยอะมาก เปรียบเทียบกับที่เราเดินดู อาจจะเห็นนกหลายชนิด แต่ได้เห็นแค่แวบเดียวหายไปเลย แต่ถ้าดูที่รังได้เห็นนกแค่ 2-3 ตัว แต่เห็นพฤติกรรมหลายๆ อย่าง ถ้าป็นการดูนกเพื่อให้เกิดความรักในธรรมชาติ การที่ได้เห็นพฤติกรรมจะปลูกฝังได้มากกว่า เวลาเห็นพ่อแม่ลูกไปดูนก จะเห็นเค้าแฮปปี้มากเลย มีความรู้ (*)

ดร.ชวาล : (*) เป็นสิ่งที่ควรระวัง การที่มีเพียงนักดูนกและนักถ่ายภาพนกเพียงไม่กี่คนทำให้เกิดความเสียหาย ทางสมาคมเคยจัดการอบรมการถ่ายภาพนก การถ่ายนกที่รังเมื่อ 5 ปีที่แล้ว (*) จัด workshop จัดวิธีการที่ถูกต้อง ว่าควรทำแบบนี้ ยังไม่เคยใช่ไหมครับ

(*) : ไม่ใช่หน้าที่สมาคม

ดร.ชวาล : ถามว่าเคยไหม ไม่ใช่ถามว่าเป็นหน้าที่ (หัวเราะ) อยากจะทำไหมครับ เดี๋ยวทางการจะทำให้ เวลาที่ทำผิดจะโทษเค้าก็ไม่ได้ (*)

ไชยยันต์ : ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมดูนกและถ่ายภาพนกที่คุณวิชาได้เสนอมาแล้ว เป็นแนวทางที่ดีมากๆ ที่จะมีการคุยกันในกลุ่มย่อยๆ เพื่อเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง แต่การดูนกและถ่ายภาพนกที่รังไม่เสมอไปว่าจะผิด แต่ขึ้นกับวิธีการ และผู้กระทำนั้นมีเจตนาและมีความรู้เพียงใด เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราจะรวบรวมพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนก ถ้าหากเรากำลังเผชิญขณะที่มันทำรังหรือสร้างรัง เป็นข้อบ่งชี้ว่านกได้แสดงความเครียด และสื่อออกมาแล้วว่าถึงเวลาเราไม่ว่านักดูนกหรือนักถ่ายภาพนก ไม่ว่าจากฟิล ดร.ชวาล ทั้งสองท่านได้กล่าวเป็นข้อมูลไว้บางแล้ว ควรรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน และตราไว้เป็นเอกสาร และช่วยกันเผยแพร่ เพราะนักดูนกรุ่นใหม่ รวมทั้งนักถ่ายภาพเอง ถ้าไม่ได้เกิดจากครูที่มีอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่มีความรู้เรื่องรังนก ทำให้เกิดความสูญเสียจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ น่าจะมีส่วนช่วยลดผลกระทบที่ตามมาได้ อีกส่วนหนึ่งก็คือ ถ้าเป็นกฏระเบียบหรือกฎหมายที่ทางฝ่ายราชการมีอยู่แล้ว และสมควรที่จะมีการบังคับใช้ ก็ควรที่แจ้งให้สาธารณชนรับทราบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่น่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อย่างในกรณีนกกระเต็นสร้อยคอสีน้ำตาลก็ตาม ปัญหานี้ก็คือปริมาณของคนดูนกและถ่ายภาพนกจำนวนมากที่เข้าไปในบริเวณนั้นๆ (*)

สุวรรณา : กิจกรรมไม่ว่าจะดูนก หรือถ่ายภาพนกก็ตาม ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบ เราดูโดยไม่มีกฎเกณฑ์ โดยไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่ก็ตาม ก็ล้วนแต่ส่งผลทั้งนั้น แต่เราต้องยอมรับว่ากิจกรรมการดูนกหรือถ่ายภาพนกนั้นมีประโยชน์ ตามที่ตัวเองสังเกต มีความรู้สึกว่า ในฐานะคนดูนก เท่าที่เห็นก็รบกวนนกกันอยู่พอสมควร เช่นเมื่อซัก 2-3 อาทิตย์ มีอยู่ 4-5 ไบลด์ แต่คนนอกไบลด์มีกันเต็มไปหมดเลย กรณีนกกระเต็นสร้อยคอสีน้ำตาลซึ่งมีไบลด์อยู่เยอะแล้ว แต่ก็มีนักดูนกเข้าไปสมทบ มีทั้งเสียงพูดคุย มีการเดินเข้าเดินออก มีแต่กลุ่มดูนกที่มี Bird Leader จากชมรมอะไรก็ตาม ก็มีการเข้าไปยืนอยู่หลังไบลด์ มีการส่งเสียงดัง มีการเคลื่อนไหวเยอะแยะ นี่คือความเป็นจริงที่เราเห็นกันอยู่ ไม่ว่าเป็นจะเป็นใครก็ตาม น่าจะมีส่วนช่วยเหลือ ในแง่ของสมาคมหรือชมรมอนุรักษ์ต่างๆ ไม่ว่าสมาคมอนุรักษ์นก หรือว่าชมอนุรักษ์นกล้านนา ทุกกลุ่ม การเผยแพร่ ไม่ใช่ว่าจะเป็นระเบียบหรือกฎเกณฑ์หรือมารยาท แต่เป็นข้อแนะนำ ในการเข้าไปดูนก สังเกตนก ถ่ายรูปนก รวมๆ อะไรก็ตามที่น่าจะพอบอกๆ กันได้ พอจะสังเกตกันได้ เผยแพร่ในกลุ่มของตัวเอง ในสื่อต่างๆ ไม่ว่า นกกางเขน ปิ๊ดจะลิว หรือผู้ที่ทำสื่อเกี่ยวรูปภาพต่างๆ พยายามเผยแพร่ให้กว้าง ก็จะเป็นประโยชน์เพราะการดูนก การถ่ายภาพนกมันมากขึ้นทุกวัน และทุกคนไม่ได้เข้ามาอยู่ในองค์กรเสมอ ส่วนใหญ่เป็นอิสระ มากันอย่างไม่มีครูอาจารย์

อย่างดิฉันเองก็ไม่มีครู อาศัยเพื่อนๆ ชวนกันเข้าไปดูเรื่อยๆ ความต้องการมี ต้องการดูนกยากๆ นกแพงๆ เป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นคนดู หรือคนถ่าย เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกองค์กร เพื่อนนักถ่ายภาพทุกคนที่จะช่วยกันเผยแพร่ให้มากๆ เช่น ในแก่งกระจาน นักดูนกและนักถ่ายภาพนกเต็มเลย ถ้ามีอะไรที่พอจะทำออกมาเผยแพร่ได้ ทำออกมาแจกที่นั่นได้ นักถ่ายภาพ นักดูนกอาจจะมากกว่านักท่องเที่ยวด้วยซ้ำไป อยากจะให้ทุกๆ ฝ่ายช่วยกันน่าจะดีที่สุดค่ะ

สุธี : วันนี้เราแต่ละคนออกความคิดเห็นกันแบบปากว่า อยากให้แต่ละคนคิดว่าเราควรจะมีการแนวทางปฏิบัติอย่างไร อย่างเช่น ระยะห่างที่ห่างจากรังนกเท่าไหร่ หรือจำนวนคนที่เข้าไปดูเป็นจำนวนเท่าไหร่ ทำนองนี้ ไม่ทราบเราจะช่วยกันออกความเห็นได้ไหม เราจะได้มีแนวทางปฏิบัติร่วมกัน และเราจะได้นับไปช่วยกันเผยแพร่ เพื่อนักดูนกรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมา จะได้มีแนวทางเพื่อนำไปปฏิบัติ

ประสิทธิ์ : ผมสนับสนุนเรื่องการสร้างระเบียบ ความแนะนำวิธีการในการถ่ายภาพนก โดยเฉพาะที่ ดร.ชวาล บอกว่าอยากจัดอบรมเรื่องการถ่ายภาพนก การให้ความรู้ คือที่ผ่านมาการถ่ายภาพนกเป็นเรื่องที่ยาก เพราะเราต้องใช้กล้อง ใช้ฟิล์ม กล้อง SLR และเลนส์เทเลโฟโต้ ค่าใช้จ่ายสูงในเรื่องของอุปกรณ์ แต่ทุกวันนี้ที่คนถ่ายภาพนกเยอะขึ้น เพราะอุปกรณ์ในเรื่องของสโคป กล้องดิจิตอล มีการพัฒนาขึ้น และแนวโน้มในอนาคต การถ่ายภาพนกจะมีเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่า กล้องถ่ายภาพรุ่นใหม่เท่าที่ผมได้ติดตาม กล้องคอมแพคตัวเล็กๆ เดี๋ยวนี้ซูมมันเยอะมาก 12 เท่า 15 เท่า ออกมาเต็มไปหมดเลย 35-400 , 35-500 กล้องคอมแพคตัวเล็กๆ นี่แหละ สามารถซูมได้เยอะ นักดูนกที่เมื่อก่อนดูนกอย่างเดียว เดี๋ยวนี้พอเห็นนกและอยากได้ภาพนก ก็ไปซื้อกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ๆ และถ้าขาดความรู้พวกนี้ แล้วเข้าไปถ่าย อาจจะเกิดผลกระทบได้ เพราะนักดูนกส่วนใหญ่อยากจะเก็บความประทับใจ น่าจะซื้อกล้องพวกนี้กันเยอะ อย่างที่เขาใหญ่ ก็มีคนใช้กล้องคอมแพคตัวเล็กๆ เดินตามถ่ายนก ถ้าเจอรังนก ก็คงเข้าไปถ่ายแน่ถ้าขาดความรู้ ดังนั้นถ้ามีวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องก็น่าจะช่วยได้บ้าง

นพ.รังสฤษฎ์ : อยากให้พวกเราลองเสนอแนวทางปฏิบัติกันก่อน... มีมั้ยครับ (รออยู่นาน) ทางกลุ่มทำงานก็พยายามเสนอขึ้นมา เราลองดูว่าจะเริ่มต้นอย่างไร (ฉายสไลด์ขึ้นจอและอ่าน) ...

ข้อแรกที่ว่า ความสุขและความปลอดภัยของนก สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับนก ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องการถ่ายภาพ กิจกรรมทุกอย่างซึ่งหลายคนก็ให้ความสำคัญอยู่ ข้อแรกนี่ครอบคลุมที่สุดและสำคัญที่สุด

ข้อที่สอง ควรระวังไม่ให้กิจกรรมของเราก่อความเสียหายแก่ถิ่นอาศัยของนก รวมทั้งไม่ดัดแปลงสภาพแวดล้อมบริเวณรัง เป็นการเน้นเรื่องของรังมากเป็นพิเศษ

ข้อที่สาม ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ควรรบกวนการดำเนินชีวิตของนกให้น้อยที่สุด อันนี้เป็นแบบกว้าง คำว่าน้อยที่สุดก็ควรใช้วิจารณญานของตัวเองว่า ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้รบกวนน้อยที่สุด

ข้อที่สี่ ควรหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ บริเวณรังที่อานำพาสัตว์นักล่าสู่รังนก ทำให้นกเครียด ตื่นกลัว หรือมีพฤติกรรมต่างๆ ที่เราควรสังเกตว่านกเริ่มไม่ปกติสุขแล้ว ควรระลึกถึงเสมอ

ข้อห้า ควรใช้วิจารณญานให้การบอกต่อ เมื่อพบนกหายากหรือพบนกทำรัง จะบอกใคร บอกแค่ไหน ส่วนมากนกที่เรามาดู ทุกคนก็อยากจะเห็น ก็อาจจะรบกวนรังนก ถิ่นอาศัย และเจ้าของพื้นที่ได้ เช่นในบ้านคน อาจจะเข้าไปเหยียบย่ำที่ของเค้า

ข้อหก เมื่อพบนกหายากหรือพบนกทำรังที่ควรได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือที่สมาคมอนุรักษ์นก แทนที่จะบอกต่อ ก็ควรบอกเจ้าหน้าที่ เพื่อที่เข้ามาปกป้องเสียก่อน จะเกิดผลเสียหายรุนแรง

ข้อเจ็ด ควรเคารพสิทธิของผู้อื่น และเจ้าของพื้นที่ ในกรณีที่อยู่ในบ้านใคร รวมทั้งไม่เข้าไปในพื้นที่โดยเจ้าของไม่อนุญาต

ข้อแปด ควรบันทึกรายงานการพบนก และควรส่งรายงานแก่สมาคมเพื่อทำการรวบรวมข้อมูล เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ อันนี้ที่จริงน่าจะเป็นหน้าที่ เพื่อเมื่อเราได้ประโยชน์จากนก ก็อยากจะให้เราดูแลมันด้วย

ข้อเก้า ควรช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการดูนก และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่บุคคลทั่วไป ให้คิดถึงนักดูนกและนักถ่ายภาพนกในแง่ดี เช่นเราไปส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น เราก็ไปบอกเค้าได้ว่าเราเป็นนักดูนก

ข้อสิบ ช่วยกันเผยแพร่ข้อควรปฏิบัติสำหรับนักดูนก ให้กับรุ่นหลังๆ และช่วยกันสนับสนุนกิจกรรมใดๆ ที่จัดขึ้นเพื่อการอนุรักษ์นก

ก็เป็นแนวที่ทีมงานทำว่า ไม่ทราบว่าทุกท่านคิดอย่างไร ข้อควรปฎิบัติจะเป็นกลางๆ สำหรับทุกคน ไม่ใช่สำหรับการถ่ายภาพนก เช่น กางบังไพรระยะเท่าไร คุณฟิลคิดเห็นอย่างไร ผมว่าทางฝรั่งเค้าไปไกลกว่าเราเยอะเลย ไม่ทราบทางอังกฤษเค้ามีอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างจากตรงนี้ไหมครับ

ฟิลลิป : (*)

นพ.รังสฤษฎ์ : คุณฟิลบอกว่าอยากให้คนที่อยู่ในวงการถ่ายภาพนก ได้มีการประชุมกัน (*)

วิษณุ : ในต่างประเทศ นักถ่ายภาพต่างๆ ในแต่ละกลุ่ม เช่นถ่ายภาพสัตว์ป่า ก็จะมี Code of conduct หรือข้อตกลงในกลุ่มของเค้าว่า จะต้องทำตัวอย่างไร ในการถ่ายภาพ ซึ่งไม่ทราบว่าสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย มีหรือไม่

ศุภลักษณ์ : คือนักถ่ายรูปส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยู่ในสมาคม เป็นอิสระ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กัน

วิษณุ : มันน่าจะสร้าง (*)

ศุภลักษณ์ : วิธีการถ่ายภาพนกนี่ ในกลุ่มจะรู้กันอยู่แล้ว

วิษณุ : ทำไงที่รู้กันนี่ จะเป็น (*)

ศุภลักษณ์ : ที่มีปัญหา คือ คนที่เข้าจากข้างนอก...

คุณเจริญวิทย์ : ในฐานะที่เรามีประสบการณ์มากกว่า จะมีวิธีไหนในการเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้

ศุภลักษณ์ : ในตอนนี้ บรรยากาศที่เกิดขึ้น เวลาเรามีอะไร เราก็จะติดต่อกันด้วยโทรศัพท์ เมื่อมีการพูดอะไรขึ้นมาซักนิดนึง จะมีกลุ่มคนที่อยู่ข้างนอก ที่ไม่เปิดเผยตัว เข้ามาโจมตี ทำให้บางคนนี่ท้อ

เจริญวิทย์ : แต่ถ้ามีการรวมกลุ่มกัน ก็จะมีพลังในการจะพูดในสิ่งที่ถูกต้อง

ศุภลักษณ์ : ต้องเข้าว่าช่างภาพนกก็เหมือนศิลปิน อารมณ์แรงต้องยอมรับ พอมีเรื่องนี้เข้า จะยั้งไม่อยู่

เวทิดา : แต่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่จะทำ แม้ไม่มีกลุ่มของตนเอง อย่าง Code นี้ เกิดจากคนไม่กี่คน ที่พยายามไปเรียนรู้ จาก internet เป็นส่วนใหญ่ และพยายามเขียน และนำไปเสนอกับองค์กรต่างๆ ซึ่งในส่วนของ Code of conduct ของช่างภาพมี website ให้ศึกษาเยอะเลย ถ้าไปอ่านแล้วจะรู้ว่ามันไม่ยาก รวบรวมได้แล้วก็ไปยื่นกับองค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ก็น่าจะเป็นไปได้

นพ.รังสฤษฎ์ : ในฐานะช่างถ่ายภาพอาวุโส มีทางเป็นไปได้ไหมที่รวบรวม ทำให้เกิดขึ้นมา เพื่อจะได้มีแนวทางกันไว้

(*) : ก็รู้กันอยู่ แต่ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ใหญ่นัก ถ้าเราการจัดการที่เป็นระบบมากขึ้นเนี่ย ผมว่าก็จะแข็งแรงมากขึ้น การทำอะไร ก็จะเป็นพลังได้ดีกว่าตอนนี้ ที่มันค่อนข้างที่จะกระจัดกระจายและมีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างเยอะ การจัดการอะไรก็ยังไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไหร่ จริงๆ ก็อย่างที่บอกว่า คนนอกกลุ่มมีการเสนอแนะอะไร มันเป็นเสียงหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้ว กลุ่มถ่ายภาพไม่ได้เป็นตัวกำหนด พฤติกรรมในการที่จะเข้าไปถ่ายภาพ จริงๆ แล้วมันมีคนข้างนอกที่พูดง่ายๆ กลุ่มถ่ายภาพนกกับกลุ่มดูนกนี่อาจจะเป็นคนละกลุ่มกันก็ได้ คนดูนกก็จะมีมุมมองอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับคนถ่ายภาพ ดังนั้นการที่จะฟังเสียงจากคนนอกนี่มันก็มีผลดี ทำให้งานเรานี่ไม่ถูกเพ็งเล็งจากคนอื่นมาก

นพ.รังสฤษฎ์ : วันนี้ผมก็อยากจะเห็น การเติบโตในทางที่ดี และอยากเห็นว่า คนไทยเราทำงานด้วยกันก็เป็น

รุ่งโรจน์ : (*)

วิชา : คือเรื่องผมแบ่งกันนี้รบกวนนกไหม ที่ให้เข้าทีละ 5 คน คือนกนี่จะมีช่วงของเค้าออกไปหากิน คือที่เราจะเป็น ก็จะเปลี่ยนช่วงนั้น เช่น ช่วง 10 โมงเราจะเปลี่ยนกัน เราจะให้นกเข้าป้อนสิบโมง พอนกป้อนเสร็จ นกก็จะบินออกไปหากิน เราจะเปลี่ยนกันตอนนั้น เวลาที่เรากางบังไพร เก็บบังไพร เราก็จะรอให้นกไม่อยู่ที่รัง เดี๋ยวนี้นักถ่ายภาพพกบังไพรกัน คนละอันสองอัน เผื่อไว้ให้นักดูนก เวลาเค้าไปถ่ายรูป นักดูนกมาไม่มีบังไพร เค้าจะเอาไปให้

นพ.รังสฤษฎ์ : รายละเอียดตรงนี้ น่าจะมีการรวบรวม และนักถ่ายภาพก็ควรมีการแชร์กัน นำมาเผยแพร่

สุธี : เป็นไปได้ไหมครับว่า จะกำหนดระยะทางระหว่างกลุ่มคนกับนกที่ทำรัง เพื่อที่คนที่เข้ามาเจอจะได้รู้ว่าควรจะอยู่ห่างจากนกเท่าไหร่

นพ.รังสฤษฎ์ : ที่คุณฟิลพูดทีแรกว่า ตัวเลขน่าจะอยู่ประมาณ 8 เมตร ซึ่งก็แล้วแต่ชนิดนก วิธีการ ที่จะทำให้นกไว้ใจ

วิชา : ผมว่ามันเป็นค่าเฉลี่ย มัน fix ตายตัวไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมตรงนั้น เช่นระหว่าง 8 เมตร กับ 10 เมตร ถ้า 8 เมตรมีต้นไม้ ก็ตรงถอยมาที่ 10 เมตร แต่ถ้า 7 เมตรกับ 8 เมตร นักถ่ายภาพอยากจะถ่ายภาพให้ได้ระยะมากที่สุด ไม่ต้องการครอป อยากให้ถ่ายแบบจัดองค์ประกอบเสร็จเลย มันขึ้นอยู่กับสภาพสภาพแวดล้อมตรงนั้น ว่าทำได้แค่ไหน เรื่องระยะก็เลย Fix ตายตัวไม่ได้ แล้วก็เกี่ยวข้องกับความยาวของเลนส์ด้วย ใครเลนส์สั้นก็อยู่ไกล ใครเลนส์ยาวก็ไกล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่น่าจะใกล้กว่า 7-8 เมตร

สุธี : อย่างนั้น เรามาตกลงกันว่าเป็นระยะ 8 เมตรไหม

ศุภลักษณ์ : มันพูดยาก มันขึ้นอยู่กับทางกายภาพ บอกว่า 7 -10 เมตร ถ่ายได้ไหม ผมไม่มีปัญหาเพราะเลนส์ผมเข้าใกล้มากกว่า 5 เมตรไม่ได้ แต่ว่าบางครั้งเราตั้งบังไพร 10 เมตร นกก็เดินมาอยู่หน้าบังไพรติดเลย
(*)
สุธี : เพราะเราไม่ควรอยู่ใกล้เกินไป นักดูนกนักถ่ายนกควรอยู่ในระยะเท่านี้ อยากถามว่าเราจะสามารถกำหนดได้ไหม เพราะให้แต่ละคนใช้วิจารณญาณตัวเอง (*) และนอกจากระยะตรงนี้แล้ว จะกำหนดได้ไหมว่า บริเวณนั้นควรมีคนเข้าไปกี่กลุ่ม ถ้า Bird Leader พากันไป 5 กลุ่ม 50 คน มีการตั้งไบล์ด 10 ไบล์ด พร้อมกัน เวลาเดียวกัน มันสมควรไหม เราจะสามารถจัดการกันได้หรือป่าว

นพ.รังสฤษฎ์ : ถ้าจะเอากันในรายละเอียด คงต้องใช้เวลานาน ผมเห็นด้วยว่าน่าจะเป็นที่ชัดเจน แต่ว่าเอาวันนี้ก่อน ถ้าเราวางกฏแบบคราวๆ กันก่อน

เจริญวิทย์ : ขอเสนอว่า อยากให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบออกกฏระเบียบอยู่แล้ว ถ้าจะทำเป็น workshop หรืออะไรก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการ ที่ออกมาควบคุมกฏ

ดร. ชวาล : (*) ถ้าจะทำจริงๆ ปัญหามันเยอะอย่างนี้ ก็คงหนีไม่พ้นที่ต้องเข้มงวดมากกว่านี้ ยอมรับไหมครับว่า ถ้าทางอุทยานจะเป็นคนตั้งไบล์ดเสียเอง สามารถ Control ได้ สามารถเลือกระยะได้ แล้วให้เช่า

ศุภลักษณ์ : ผมว่าที่แก่งกระจานสามารถทำได้ เพราะข้อมูลมีอยู่แล้วว่ารังอยู่ที่ไหน ตั้งไบล์ดเป็นสัดส่วน และไม่ให้ตั้งเพิ่ม และมีใบเพื่อให้ช่างภาพที่เข้าไปถ่ายรูปช่วยกันบันทึก นกเข้ากี่ครั้ง พฤติกรรมเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็เอามาส่ง เราก็จะได้ข้อมูลด้วย

สันทนา : เนื่องจากเป็นคนดูนกรุ่นเก่า ได้ข่าวว่า คนที่ถ่ายรูปนก รู้จักเจ้าหน้าที่ โทรศัพท์ไปบอก (*) ผมว่าเจ้าหน้าที่ก็ควรจะ (*)ไม่จำเป็นต้องโฆษณา สิ่งที่เค้าอาจจะได้คือผลประโยชน์ตอบแทน แต่ก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แต่ยังจะมีอยู่หรือป่าว ที่แก่งกระจาน คือเจ้าหน้าที่เป็นคนโทรบอกคนถ่ายรูปมา และคนถ่านรูปก็บอกต่อๆ กันไป ว่านกท้องแดงรังอยู่ที่ไหน แล้วก็มากันเต็มไปหมด ผมว่าทางอุทยานควรจะ Hide ที่มันถาวร เพราะบริเวณนี้เป็นจุดที่เราจะเจอนกกันบ่อยมากๆ แถวๆ ลำธาร 1 2 ทำเป็น Hide มาตราฐานไปเลย ใครไปดูนก ถ่ายรูปตรงนั้น ห้าม (*) อย่างที่ภูเขียว ที่บ่อน้ำ ใครจะไปดูนก ถ่ายภาพนก ก็อยู่ในไบล์ดนั้น ไม่ต้องเอาไบล์ดเข้าไป 10 ไบล์ด ทางอุทยานน่าจะทำเอง และ (*)

ดร. ชวาล : วันนี้ผมได้ไอเดียจมเลย สร้างไบล์ดให้เช่า เก็บเงินตามความยาวเลนส์ เก็บกันเป็นรัง เรื่องไบล์ดถาวร เราก็ทำได้ สร้างตามแหล่งน้ำ ดีเหมือนกัน ทางอุทยานมีระเบียบอยู่แล้ว ว่าการถ่ายรูปที่ไม่ใช่การใช้ส่วนตัว ต้องเก็บตังค์เพิ่ม และต้องขอออนุญาตเข้า แต่ผู้ใหญ่ของกรมอุทยาน (*) เอาเลนส์ 800 เข้าไป (*) ก็คงมีระเบียบออกมาสักวัน อยากทำความเข้าใจว่า ไม่ใช่ว่าเจอทุกรัง ต้องถ่ายทุกรัง บางรังถ่ายไม่ได้ ก็อย่าไปถ่าย บางรังไม่มีทาง นอกจากไปแหวก ไปทำอะไรต่ออะไร อย่าทำ ผิดกฏหมาย

เจริญวิทย์ : เป็นนกดูนกรุ่นเก่า ที่อยู่วงการนี้มานาน แต่ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวดูนกที่ไหน กล้าเรียกด้วยใจเต็มร้อยว่าเป็นนักอนุรักษ์ ใจเต็มร้อย ส่วนตัวได้เป็นคนถ่ายภาพนก แต่ก็มีตัวอย่างมา ในกรณีที่ทำ Bird fair ที่อังกฤษที่ทาง RSBP จัด เพื่อหาทุนในการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ เชื่อว่า90 % ของคนอังกฤษไม่เคยมาประเทศไทย และไม่เคยเห็นนกแต้วแล้วท้องดำ เค้าสามารถควักสตางค์ออกมาอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำได้ การดูนกให้เห็นตัว เห็นรัง หรือการถ่ายภาพนั้น เป็นความชอบส่วนตัวระดับหนึ่ง แต่การเข้าถึงการอนุรักษ์ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้อง (*)

นพ.รังสฤษฎ์ : กลับมาที่ตรงนี้ มีใครมีความคิดเห็นอย่างไรอีกไหมครับ อาจจะไม่ใช่ว่าต้องเรียบร้อยตรงนี้ ต้องฝากทางสมาคมไปตรวจทาน ปรับเปลี่ยนต่อไป
(*)
วิชา : ทั่วๆ ไป ก็น่าจะประมาณ 7-8 เมตร ถือว่าใกล้ที่สุดแล้ว แต่ที่นกจะลงก็อาจจะใกล้เกินกว่านั้น บางทีเข้ามาเราถ่ายไม่ได้เลย อยู่ที่เท้า ระยะบังไพรก็น่าจะอยู่ที่ 7-8 เมตร

เจริญวิทย์ : น่าจะเป็น 10 เมตร

ศุภลักษณ์ : ระยะบังไพร ไม่มีปัญหาสำหรับผมกับพี่วิชา เพราะมีเลนส์ 500 ทั้งคู่

เจริญวิทย์ : คืออยากให้ใส่เป็นระยะทั่วไปไว้ก่อน

ศุภลักษณ์ : คือนักถ่ายภาพทุกคนที่อยู่ตรงนี้ มีเลนส์ยาวทุกคน พวกที่มีเลนส์สั้นก็ไม่มีโอกาสได้พูด 7-8 เมตรนี่เลนส์เค้าถ่ายไม่ได้

เจริญวิทย์ : ถ้าอยากถ่ายก็ซื้อเลนส์เพิ่ม

ศุภลักษณ์ : ถ้าพูดแบบนั้นก็จะมีความแตกแยก เพราะที่มีปัญหาจริงๆ คือตรงนี้ ไม่ใช่กลุ่มนี้ ถ้าบอกว่า 8 เมตร กลุ่มอีกกลุ่มนึงเค้าจะบอกเลยว่ารับไม่ได้ และวันนี้ไม่มีคนกลุ่มนั้นมา เราเลยพูดไม่ได้ ผมกับพี่วิชาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว

เวทิดา : คือมองว่าระยะห่างไม่ใช่อย่างเดียวที่จะถือว่ารบกวนหรือไม่รบกวนนก เพราะที่ไปเห็นมาก็คือบังไพรนี่มีเยอะ และมีคนตะโกนระหว่างบังไพรกับถนน ส่งเสียงดัง คิดว่ายังไม่พอที่จะจบวันนี้ตรงนี้

ศุภลักษณ์ : ใช่ครับ มันมีรายละเอียดเยอะ

เวทิดา : เท่าที่อ่านมาจากของฝรั่ง ในเน็ต แนวทางปฏิบัติของช่างภาพมีมากกว่านี้เยอะเลย แต่ว่า เท่าที่อ่าน ไม่มีกลุ่มไหนบอกว่า กี่เมตร กี่บังไพร หรือนานเท่าไหร่ 10 ข้อ 15 ข้อของเค้า ส่วนใหญ่เค้าจะพูดเกี่ยวกับวิจารณญานมากกว่า บางอันก็บอกว่า ตั้งบังไพรโดยที่คนอื่นไม่เห็นบังไพรด้วย การเดินเข้าบังไพร ไม่ควรเป็นเส้นตรง ต้องเลี้ยวนะ ก็อยู่ใน Code ของช่างภาพ หรือข้อหนึ่งของเค้าดีมากเลย คือ ถามตัวเองว่า นกตัวนี้ถ่ายที่อื่นได้ไหม ถ้าไม่ใช่ที่รัง มันสามารถใช้กับนักดูนกได้ด้วยซ้ำว่า นกตัวนี้ดูที่อื่นได้ไหมถ้าไม่ใช่ที่รัง อันนี้เป็น Code for Photographer ที่มันน่าจะแยกออกจากกลุ่มนี้ กลุ่มที่มันกว้าง เป็น Birdwatcher เพราะว่าการถ่ายภาพนก Detail มากกว่านี้เยอะ ก็น่าจะเป็นอีก session หนึ่ง

สมิทธิ์ : จริงๆ เรื่องการถ่ายรูปที่รัง อาจจะไม่อยู่ที่ระยะ แต่เป็นจำนวนไบลด์ พฤติกรรมของคนที่เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย จริงๆ แล้วไม่ใช้สูตรสำเร็จ เป็นแค่การลดการรบกวนอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ผมเห็นบางคนนั้น ไบลด์นั้นสามห้องนอน สองห้องน้ำ ดูมันเอิกเริกไปนิดหนึ่ง ถ้าจะให้เซฟที่สุด ผมว่านอกจากไบลด์แล้ว ควรทำอะไรให้กลมกลืนด้วย ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็เอาไบลด์ไปตั้ง เหมือนอยู่บ้านเรา แล้วมีคอนโดมาตั้งอยู่หน้าบ้าน มันก็ นกมันก็ปรับตัวไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง พฤติกรรมของคนดูนก ถ่ายภาพนกในไบลด์ด้วย บางคนก็ อยู่ไบลด์ก็คุยกันข้ามไบลด์ก็มี สูบบุหรี่หน้าไบลด์ก็มี โดยอาจจะคิดว่า นกมันคุ้นแล้ว ไม่ต้องสนใจก็มี เป็นสิ่งที่เคยเห็นมา มันก็เป็นผลกระทบอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่แค่เรื่องระยะหรือแค่จำนวนไบลด์

นพ.รังสฤษฎ์ : ช่างภาพนกก็ควรจะไปช่วยกันคิด สรุปเอาแบบนั้น มีข้อไหนก็ยังเป็นข้อสงสัย เพิ่ม เสริม ลด

อวยพร : ผมขอเสนอข้อ 12 มันจะเน้นไปที่นักถ่ายภาพมากไป เดี๋ยวนี้นักดูนก ก็ไม่ค่อยทำตามกฏ ทำโดยรวมได้ไหม เพราะแต่ละกลุ่มก็มีกฎอยู่แล้ว แล้วก็เอากฎเหล่านี้ไปถ่ายทอดกัน แต่ละข้อจะได้ปฏิบัติสืบเนื่องต่อไป ต่อไป session ต่อไป เมื่อแต่ละกลุ่มเข้าใจกับที่เราลิสท์ขึ้นมาแล้วเนี่ย เมื่อมาดีเทลมันจะง่ายขึ้น ถ้าเรามาเน้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะไม่จบ session ต่อไปก็จะมาอีกรอบ

นพ.รังสฤษฎ์ : น่าจะเป็นข้อ 11 มากกว่านะ รวบรวมและเผยแพร่ (*)

ธิติ : ในส่วนข้อ 3 ไม่ควรรบกวนการดำเนินชีวิตของนก หมายถึง ถ้าเราไปดูนก ไม่ควรใช้วิธีเดินไล่ ผิวปาก ใช้เทปล่อ ควรจะให้มันออกมาเอง ไม่ควรจะรบการดำเนินชีวิตตามปกติของนก ถ้าจะยกตัวอย่างก็แล้วแต่ครับ

สุธี : คิดว่าควรจะยกตัวอย่างเข้าไปเพื่อความชัดเจน

(*) : ขอแสดงความคิดเห็น ถ้าเรามีการออกใบอนุญาตในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับนกเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นการดูนก การถ่ายภาพนก น่าจะมีกฎเกณฐ์อะไรซักอย่างที่ทางสมาคม หรือกลุ่ม จะออกมาลงโทษ เช่นถ้ามีการเข้าใกล้รังนกมากไป คนที่อยู่ในกลุ่มๆ ก็จะลงโทษกันเอง ซึ่งเมื่อเรารวบรวมกลุ่มได้ขนาดนั้นแล้ว ก็จะเป็นผลดีที่เราจะรู้จักกลุ่มคนที่ทำกิจกรรมแบบเดียวกันด้วย

นพ.รังสฤษฎ์ : ในแนวทางที่เราอย่างเห็น คงไม่เป็นในลักษณะลงโทษ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็น่าจะเพียงถูกมองว่า ไม่ถูกครรลองของคนส่วนใหญ่นะ

วิชา : มีเรื่องนิดนึง เป็นการทำไม่ถูกวิธี ผมเจอนักดูนกคู่หนึ่งไปนั่งเฝ้าแต้วแล้วคู่หนึ่ง แล้วก็ตายไปทั้งรัง สิ่งที่ผมบอกวันนั้นคือให้เค้าเก็บบังไพร และออกไปจากพื้นที่เลย แต่ไม่เอาเค้ามาประจาน ไม่เอามาพูดบนเวปไซท์ใดๆ ทั้งสิ้น ทุกวันนี้สองคนนั้นยังดูนกอยู่ เค้ายังคงแฮปปี้จากการเป็นนักดูนกเหมือนเดิม นี่คือทางเลือกของผมที่ไม่เอาเค้ามาเปิดเผย ทุกวันยังเป็นความลับอยู่ และผมไม่บอกว่าสองคนนี้คือใคร ที่ผมไม่บอก ไม่เอยชื่อ เพราะผมอยากให้เค้าอยู่ในวงการนี่ต่อไป เพราะเป็นความสุขที่เค้าเลือกมา แต่เค้าทำให้นกตายเพราะเค้าไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการ ณ์ก็แล้วแต่ ทุกวันนี้ผมก็ยังคุยกับเค้าอยู่ นี่เป็นสิ่งที่ผมทำ ผมไปเจอเค้ายิงนกยางไฟที่ซอย 119 ผมก็ลงไปบอกให้เค้าเลิก เจอแบบนี้มันต้องทันที อย่าปล่อยไว้แล้วมาว่ากล่าวกันบนอินเตอร์เนท ผมว่ามันไม่แฟร์ครับ

สันทนา : ผมอยากรู้ว่า นักดูนกกางไบลด์ตรงนั้นหรือ และนกมันตายเพราะอะไร

วิชา : ถ้าให้ผมวิเคราะห์ เค้ากางบังไพรผิดที่ครับ จริงอยู่เค้ากางระยะห่าง สังเกตเรื่องระยะห่างกับการรบกวนให้ดี เค้ากางบังไพรห่างพอสมควร ประมาณ 18 เมตร แต่เค้าไปกางบนจุดที่นกต้องมาพักก่อนที่จะเข้ารัง ลักษณะของแต้วแล้ว เวลามาต้องหาที่พักก่อน เพื่อสำรวจดูหน้ารัง ก่อนจะโดดขึ้นป้อน

สันทนา : ลูกตายใช่ไหม

วิชา : ครับ เพราะเค้าเฝ้าตั้งแต่เสาร์เช้า เข้าป้อน 1 ครั้ง แล้วไม่เข้าอีกเลย ลูกเพิ่งออกได้ไม่ถึง 3 วัน และวันอาทิตย์ก็เฝ้าถึง 11 โมง พ่อแม่นกก็ไม่มา ผมก็เลยให้เค้าเก็บบังไพร ตอนนี้ลูกตายไปสองตัว อีกตัวมดกำลังกัดอยู่ แต่ทุกวันนี้เค้ากำลังดูนก เพราะผมปิดชื่อเค้าไว้เป็นความลับ

สันทนา : ผมอยากฝากนักดูนก ผมเคยคุยกับ เครก รอบสัน เค้าบอกเวลาไปนั่งเฝ้านก เค้าบอกให้อยู่แค่ 15 นาทีเอง อย่าเกิน 15 นาที จะเห็นหรือไม่เห็นก็แล้วแต่ ไม่ควรนั่งเป็น ชม. เพราะนกจำต้องเอาอาหารมาป้อนลูก 15 นาทีก็เหลือบ่าสำหรับลูกนกแล้ว คือคนสมัยก่อนนี่ จะสอนต่อๆ กันว่าไม่ควรจะทำอะไร คนไม่เคยผ่านชมรมดูนกกรุงเทพ ก็จะไม่ได้รับการสอนมา ไม่ก่อนมันน้อยก็พอจะสอนกันได้ ปัจจุบันมันเยอะมาก เวลาฝรั่งไปดูนก เค้าไปซุ่มดู ไม่ใช่ที่รังนก แค่ 15 นาที ไม่ว่าจะเห็นหรือไม่เห็น ก็จะออกเลย

ดร. ชวาล : ขอพูดในฐานะภาครัฐ ที่ใจเดียวกัน ได้รับทราบ รับฟังเรื่องราวหลายๆ เรื่อง ทางภาครัฐที่มีหน้าที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งต้องมีความขัดแย้ง ภาครัฐจะทำให้ดีที่สุด ที่บอกตอนต้นว่า เราพูดคุยกันน้อยเกินไป ไม่มีเวลา จริงๆ ทางสมาคมจะคุยเป็นการส่วนตัวก็ได้ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อทรัพยากรธรรมชาติ น่าจะได้มาบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง ถ้าไปเจอใครทำอะไร ก็ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ จะจดเบอร์มือถือผมไหมครับ ถ้าเจอการกระทำผิดต่อสัตว์ป่าที่ไหนโทรแจ้ง 019194341 คงนอนหลับได้สบาย ผม SMS ก็ได้ ร่วมด้วยช่วยกันโทรมาหาผมตอนตีสามครึ่ง นึกว่าใครเป็นอะไรไปแล้ว ช้างตกท่อ อย่างนี้เป็นต้น เราพยายามทำดีที่สุด การสร้างความรู้ ความเข้าใจ สร้างแนวทางที่ทุกคนยอมรับ จะเป็นผลดีต่อทรัพยากรธรรมชาติ วันนี้เลิกแล้วขอคุยกับกรรมการสมาคม

(*) : ปัจจุบันนี้เรื่องกฎหมายคุ้มตรองสัตว์ป่า มันออกมาแล้ว แต่ตำรวจไม่รู้จัก ตำรวจไม่รู้ว่านกที่คุ้มครองและสงวนหน้าตาเป็นอย่างไร โทรไปแจ้ง ตำรวจบอกว่าไม่รู้ ควรจะทำคู่มือในส่วนของสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองและสงวนเผยแพร่ มีรูป เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้รับรู้ ตำรวจไปจับไม่ได้ ไม่รู้จัก อย่างตัวชะมดหางปล้อง มันเป็นอย่างไร อย่างโทรไปแจ้งคนยิงนกปากห่าง ตำรวจก็ไม่รู้นกปากห่างเป็นอย่างไร อยากจะให้ทำเป็นคู่มือที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า

ดร. ชวาล : (*) อยากบอกว่าทำไม่ทัน กีปี

นพ.รังสฤษฎ์ : ใครจะเสริมอะไรไหมครับ เวลาล่วงเลยมามาก
ไม่ทราบว่าวันนี้เราได้อะไรไหม ในส่วนตัวคิดว่า เราได้มาเจอกัน เราเจอกันบนอินเตอร์เนท ก็ไม่เห็นหน้ากัน น่าเสียดาย ที่คนที่มีเลนส์สั้นไม่ได้มา ก็อาจจะได้มีโอกาสเจอกัน อย่างไรก็ตาม ก็ฝากแนวทางปฏิบัติให้ทางสมาคมได้ไปพิจารณาเพิ่มเติม ส่งต่อกัน เผยแพร่กัน ว่าใครจะปรับเปลี่ยนกันอย่างไร แล้วให้เป็นกติกา (*) หนังสือเล่มต่อไปของพี่ธี น่าจะมีลงนะครับ หนังสือของพี่ธีขายดีที่สุดแล้ว (หัวเราะ) ขอให้ทุกคนช่วยกันเผยแพร่นะครับ ในปิ๊ดจะลิว ก็จะลงเหมือนกัน

สุธี : แนวทางปฏิบัตินี้ เวลาไปอบรมดูนกที่ไหน ก็เอาแนวทางปฏิบัตินี้ไปใช้ได้

นพ.รังสฤษฎ์ : อีกข้อหนึ่ง ที่ประชุมเห็นว่าอยากจะฝากภาระให้กับกลุ่มเพื่อนๆ ที่ถ่ายรูปด้วยกันไปทำในเรื่องของรายละเอียดเพิ่มเติม ให้กับช่างภาพใหม่ๆ ให้เค้ารับทราบก็จะเป็นเรื่องที่ดี (*) เพื่อป้องกันคนส่วนน้อยจริงๆ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหา (*) ขอบคุณวิทยากรทุกท่าน

 

กลับหน้าหลัก